หญิงขายทอง 1.8 กก. ตำรวจค้นบ้านเจอทองกว่า 800 ตำลึง ความลับถูกเปิดโปง



หญิงรายหนึ่งนำทองคำจำนวนมากไปแลกเป็นเงินที่ธนาคาร จนพนักงานเกิดความสงสัยและแจ้งตำรวจ ก่อนการสืบสวนจะนำไปสู่การค้นพบทองคำจำนวนมหาศาลที่ถูกซุกซ่อนไว้มากว่า 19 ปี

ตามรายงานของเว็บไซต์ 163 เมื่อวันที่ 15 เมษายน ปี 1980 หญิงวัยประมาณ 50 ปีชื่อ หวง ซู่เจิน จากเมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง ได้นำทองคำหนักถึง 1.8 กิโลกรัม ไปยังธนาคารแห่งหนึ่งเพื่อแลกเป็นเงินสด

ในเวลานั้น การที่บุคคลทั่วไปจะครอบครองทองคำจำนวนมากเช่นนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติ ทำให้พนักงานธนาคารให้ความสนใจหญิงรายนี้เป็นพิเศษ

เมื่อพนักงานตรวจสอบทองคำอย่างละเอียด ก็พบว่าทองคำมีร่องรอยการตัด และมีความบริสุทธิ์สูงกว่าทองคำที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดทั่วไป นอกจากนี้ ลักษณะของทองยังคล้ายกับทองคำที่ผลิตจาก โรงกษาปณ์เสิ่นหยาง 615 เมื่อประมาณ 19 ปีก่อน


หลังตรวจสอบอย่างละเอียด พนักงานแจ้งว่าหวง ซู่เจิน สามารถแลกทองคำเป็นเงินสดได้จำนวน 23,000 หยวน

เมื่อได้รับเงินแล้ว หวง ซู่เจิน นำเงินสดกลับบ้านเพียงส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือเธอตัดสินใจฝากไว้กับธนาคาร

ภาพประกอบจาก 163

หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการฝากเงิน เนื่องจากเธอเป็นลูกค้ารายใหญ่ พนักงานธนาคารจึงเสนอให้ใช้รถของธนาคารไปส่งถึงบ้าน

แต่สิ่งที่ทำให้พนักงานรู้สึกผิดสังเกตคือ หวง ซู่เจิน กลับปฏิเสธข้อเสนออย่างหนักแน่น แม้ทางธนาคารจะแสดงความเต็มใจช่วยเหลือ

นอกจากนี้ ท่าทีที่ดูวิตกกังวลและไม่สบายใจของเธอยิ่งทำให้พนักงานเกิดความสงสัย

หลังจากนั้น พนักงานธนาคารจึงพยายามพูดคุยและถ่วงเวลาเพื่อให้หญิงรายนี้อยู่ที่ธนาคารนานขึ้น ก่อนจะแจ้งเรื่องให้ตำรวจท้องถิ่นทราบ

ตำรวจมาถึง แต่หญิงรายนี้กลับให้ข้อมูลเท็จ

หลังได้รับแจ้ง ตำรวจเมืองเสิ่นหยางเดินทางมาถึงธนาคารอย่างรวดเร็ว และเริ่มสอบถามหวง ซู่เจิน

ในตอนแรก เธอพยายามปกปิดตัวตน โดยอ้างชื่อและข้อมูลส่วนตัวอื่น พร้อมบอกว่าอาศัยอยู่ในเขตชานเมืองของเสิ่นหยาง

อย่างไรก็ตาม เมื่อตำรวจส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ กลับพบว่าข้อมูลและตัวตนที่เธอให้มานั้นไม่มีอยู่จริง

ในที่สุด หวง ซู่เจิน จึงยอมเปิดเผยชื่อจริงและที่อยู่ของตัวเอง

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่อยู่ดังกล่าว กลับพบว่าบ้านหลังนี้เป็นที่พักของ กวน ชิงชาง รองหัวหน้าฝ่ายวางแผนการผลิตของโรงกษาปณ์เสิ่นหยาง 615

เมื่อตำรวจนำเบาะแสต่าง ๆ มาปะติดปะต่อกัน พวกเขาเริ่มสงสัยว่าหวง ซู่เจิน อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทองคำกว่า 800 ตำลึง ที่หายไปจากโรงกษาปณ์เมื่อ 19 ปีก่อน

ตำรวจจึงควบคุมตัวเธอไปสอบสวนเพิ่มเติม



สารภาพ! ทองที่นำไปธนาคารเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ

ระหว่างการสอบสวน หวง ซู่เจิน ยอมรับว่า ทองคำหนัก 1.8 กิโลกรัมที่เธอนำไปแลกเงินนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทองคำทั้งหมด

ความจริงแล้ว ภายในบ้านของเธอยังมีทองคำบริสุทธิ์ซุกซ่อนอยู่อีกประมาณ 800 ตำลึง

หลังได้รับข้อมูลครบถ้วน ตำรวจจึงส่งกำลังเข้าตรวจค้นบ้านทันที

หลังใช้เวลาค้นหานานกว่า 4 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่พบกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยม 2 ใบ ถูกซ่อนอยู่ใต้กระเป๋าเดินทาง

เมื่อเปิดออก ตำรวจพบว่าภายในเต็มไปด้วยทองคำแท่งจำนวนมาก

เมื่อนำทองทั้งหมดมารวมกับทองคำ 1.8 กิโลกรัมที่หญิงรายนี้นำไปธนาคาร พบว่ามีจำนวนรวมทั้งหมด 807 ตำลึง

ตัวเลขดังกล่าวตรงกับจำนวนทองคำที่หายไปจากโรงกษาปณ์ 615 เมื่อ 19 ปีก่อนพอดี

ทองคำทั้งหมดมีความบริสุทธิ์มากกว่า 99.9% และในเวลานั้นมีมูลค่ากว่า 141,000 หยวน

สามีถูกจับระหว่างประชุมในโรงงาน

เวลาประมาณ 16.00 น. ของวันเดียวกัน กวน ชิงชาง สามีของหวง ซู่เจิน กำลังเข้าร่วมประชุมอยู่ในโรงงาน

จู่ ๆ ตำรวจก็มาถึงและควบคุมตัวเขาไปสอบสวน

เมื่อถูกถามถึงที่มาของทองคำที่ภรรยานำไปธนาคาร เขาอ้างว่าเป็นทองคำที่ได้รับตกทอดมาจากบิดา

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่นำทองคำทั้งหมดที่ยึดได้มาให้ดู กวน ชิงชาง ก็ยอมก้มหน้ารับสารภาพในที่สุด

ภาพประกอบจาก 163

ความลับของทองคำกว่า 800 ตำลึง

กวน ชิงชาง ให้การว่า ในช่วงปี 1961 โรงกษาปณ์เสิ่นหยาง 615 เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ได้รับมอบหมายให้ผลิตเหรียญกษาปณ์

นอกจากนั้น โรงงานแห่งนี้ยังมีหน้าที่หลอมและแปรรูปทองคำจำนวนมากที่รวบรวมจากประชาชนให้กลายเป็นทองคำแท่ง

ในเวลานั้น ทั้งหวง ซู่เจิน และกวน ชิงชาง ต่างทำงานเป็นพนักงานอยู่ในโรงงานแห่งนี้

การต้องสัมผัสกับทองคำและทรัพย์สินมีค่าจำนวนมากทุกวัน ทำให้ทั้งสองเริ่มเกิดความโลภ และวางแผนขโมยทองคำออกจากโรงงาน

ตามแผนที่วางไว้ ทั้งคู่สามารถขโมยทองคำออกมาได้สำเร็จโดยไม่มีใครจับได้

เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่และตำรวจ ทั้งสองยังสร้างสถานการณ์ปลอมขึ้นมา พร้อมเตรียมหลักฐานยืนยันว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ

คดีขโมยทองคำครั้งใหญ่นี้สร้างความตกตะลึงไปทั่วเมืองเสิ่นหยาง แต่หลังจากเจ้าหน้าที่ใช้เวลาสืบสวนนานหลายปี ก็ยังไม่สามารถตามหาผู้กระทำผิดได้

จากพนักงานโรงงาน สู่ตำแหน่งระดับสูง

หลังเกิดเหตุ กวน ชิงชาง ถูกย้ายไปทำงานในแผนกอื่น

เมื่อเวลาผ่านไป เขาค่อย ๆ ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง จนกลายเป็นบุคคลระดับสูงในโรงกษาปณ์เสิ่นหยาง 615

หลายปีผ่านไป ทั้งคู่ยังคงเก็บทองคำที่ขโมยมาไว้โดยไม่กล้านำออกมาใช้

กระทั่งปี 1980 ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น และในเวลานั้นมีการอนุญาตให้ประชาชนซื้อขายและแลกเปลี่ยนทองคำได้โดยไม่ต้องแสดงเอกสารระบุตัวตน

เรื่องนี้ทำให้หวง ซู่เจิน และสามีตัดสินใจนำทองคำออกมาแลกเป็นเงิน

แต่ทั้งคู่ไม่คาดคิดว่า การตัดสินใจครั้งนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความลับซึ่งถูกปกปิดมานานเกือบ 20 ปี ถูกเปิดเผย

บทลงโทษของสองสามีภรรยา

เนื่องจากคดีมีความร้ายแรงเป็นอย่างมาก กวน ชิงชาง ถูกตัดสินประหารชีวิตในตอนแรก

ส่วนภรรยา หวง ซู่เจิน ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

ต่อมา หลังมีการยื่นอุทธรณ์ โทษประหารชีวิตของกวน ชิงชาง ถูกลดเหลือ จำคุกตลอดชีวิต

แม้เหตุการณ์นี้จะผ่านมานานหลายสิบปีแล้ว แต่เรื่องราวดังกล่าวกลับถูกนำมาเผยแพร่อีกครั้งในช่วงหลัง และได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก

เพราะไม่มีใครคาดคิดว่า ทองคำกว่า 800 ตำลึงที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยนานถึง 19 ปี จะถูกเปิดโปงเพียงเพราะหญิงคนหนึ่งนำทองคำ 1.8 กิโลกรัมไปขายที่ธนาคาร